ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังนั่งรถเพื่อที่จะเดินทางไปจังหวัดชัยภูมิไปที่วัดบ้านไทรงาม ตำบลโปร่งนก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เพื่อไปพบกับพระครูสุวิมล บุญญาคม ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลโปร่งนก เขต2 ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ารู้จักกับพระอาจาร์ยเป็นการส่วนตัวและไปมาหาสู่กันกับท่านบ่อยๆ ข้าพเจ้าจะพักอยู่ที่ชัยภูมิ ประมาณ 4-5 วัน หลังจากนั้นข้าพเจ้าจะเดินทางไปที่เกาะล้าน จังหวัดชลบุรี แล้วก็ไปที่กรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็จะเดินทางกลับหนองบัวลำภู
ตั้งแต่ข้าพเจ้าออกเดินทางจากที่พักของข้าพเจ้าที่เขาภูพานคำ มานั้นฝนกำลังตกอยู่ และตลอดเวลาที่ข้าพเจ้านั่งรถมานั้นฝนก็ยังไม่หยุดตกเสียที อากาศเย็นกำลังสบาย ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กๆ ตอนที่ยังเป็นเด็กนั้น ข้าพเจ้าชอบเวลาที่ฝนตกมาก เพราะว่าข้าพเจ้าจะได้ออกไปเล่นน้ำฝนกับเพื่อนๆ น้ำฝนที่ตกโปรยปรายลงมานั้นให้ความรู้สึกเย็นชุ่มช่ำ และให้ความรู้สึกเย็นสบายกายเวลาโดนน้ำฝน ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าจะเติบใหญ่แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็มีความสุขเมื่อข้าพเจ้านึกถึงตอนที่ยังเป็นเด็กๆ
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งรถอยู่นี้ ข้าพเจ้ามองออกไปสองข้างถนนที่เต็มไปด้วยทุ่งนา ข้าพเจ้าเห็นทั้งเด็กและทั้งผู้ใหญ่กำลังก้มหน้าทำนาอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ข้าพเจ้าได้เห็นถึงความลำบากของชาวไร่ชาวนาแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังเห็นถึงความลำบากของคนที่เป็นเกษตร หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า กระดูกสันหลังของชาติ ถ้าไม่มีพวกเขาคอยปลูกผักปลูกข้าวให้พวกเราได้ทานกันอย่างสุขสบาย แต่ทำไมพวกเขาถึงได้ลำบากอย่างยากเย็นแสนเข็นกับราคาพืชผักผลไม้ที่มีราคาแค่น้อยนิด บางคนไม่เคยรู้จักคำว่า กำไร จากการขายพืชผักผลไม้เลยด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาคิดเพียงแต่ว่าขอให้ฉันไม่เป็นหนี้ค่ายาฆ่าหญ้าค่าปุ๋ยก็พอแล้ว และนาข้าวของฉันไม่โดนเพี้ยกินไม่โดนน้ำท่วมตายก็เป็นบุญนักหนาแล้วสำหรับพวกเขา พวกเขาคิดแค่นั้นจริงๆ ถามว่าจะมีไหมหนอที่คนเราจะคิดได้แบบพวกเขาเหล่านี้ ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะมี แต่คงจะหาได้ยากสักหน่อยในสังคมไทยทุกวันนี้ ถ้าย้อนกลับมามองดูแล้วพวกชาวนาชาวสวนหรือชีวิตของพวกเกษตรเป็นชีวิตที่ถามว่าลำบากไหม ข้าพเจ้าตอบแทนได้เลยว่าเป็นชีวิตที่ลำบากมาก ต้องยืนตากแดดตากฝนอยู่กลางทุ่งนา ข้าพเจ้าเห็นแล้วข้าพเจ้าก็เคยมีชีวิตความลำบากเช่นนี้มาก่อน สมัยก่อนข้าพเจ้าก็เคยออกเดินธุดงส์ไปตามท้องไร่ท้องนา ข้าพเจ้าเดินตากฝนเพื่อไปยังที่ต่างๆ ก็เหมือนในปัจุบันวันนี้ที่ข้าพเจ้าก็ยังเดินตากฝนอยู่ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าทุกคนมีความสุขกับความทุกข์แตกต่างกันไป ข้าพเจ้ามองเห็นว่า ทุกคนมีความสุขเหมือนกันคือทุกคนทำสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะว่าการกระทำความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ากระทำแล้วมีความสุขแสดงว่าเป็นการกระทำสุข เหมือนกับชาวนาถ้าไม่มีฝนก็ไม่ได้ทำนา มันเป็นสิ่งที่เอื้อกันระหว่างคนกับธรรมชาติ และระหว่างคำว่าสมดุล สำหรับ ทุกอย่างทั้ง ความสุข ความทุกข์ ความชอบ ความสมหวัง ความเศร้า ความดีใจ ความโกรธ ล้วนอยู่กับแต่ตัวเอง ใช่ว่าคนอื่นจะเอาเรื่องร้อนมาให้เสมอไป
ถ้าเราคิดแบบธรรมดา ชีวิตก็มีไว้ให้ใช้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถ้าคิดชีวิตให้ มี ชีวิตที่เกิดมาในชาตินี้ก็มีค่ายิ่งนัก สำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วที่ข้าพเจ้ากล้าพูดว่า ชีวิตข้าพเจ้าทำไมถึงมีค่ายิ่งนัก เพราะว่าข้าพเจ้าไม่เคยรังเกียจผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ก่อเวรไม่ก่อกรรมให้ใครต้องมั่วหมอง และไม่ทำบาปทำกรรม ข้าพเจ้าพอใจที่ข้าพเจ้าเกิดมาพบพานกับธรรมะและศีลธรรม ข้าพเจ้าพอใจชีวิตที่เกิดมาในชาตินี้ยิ่งนัก และข้าพเจ้าก็อยากให้ทุกคนพอใจในชีวิตที่เราเป็นอยู่เช่นนี้เหมือนกับข้าพเจ้า คือมีความสุขในสิ่งที่ควรจะเป็นตามอัตภาพหรือตามสภาวะกาล
ข้าพเจ้าขออวยพรให้กับทุกๆท่านที่ได้เข้ามาอ่านบันทึกฉบับนี้ ให้ท่านมี อุ นา นะ ติ ตัง โย ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญทางด้านปัญญา ด้านปัจจัย ด้านเงินทอง ทุกๆคนทุกๆท่านเทอญ ข้าพเจ้ามีนามว่า " นิลกาล "
สาธุครับ
ตอบลบ